วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Tan Tian Lian ปลื้มมากที่ได้มาร่วมประกาศเกียรติคุณหลวงพ่อ

Tan Tian Lian

ปลื้มมากที่ได้มาร่วมประกาศเกียรติคุณหลวงพ่อ   เพราะว่าหลวงพ่อท่านสอนสมาธิแบบง่ายๆ นอกจากนี้ยังสอนถึงวิธีการทำทาน  รักษาศีล  ถือเป็นการฝึกปฏิบัติอย่างง่ายๆ   วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่มีระบบระเบียบสามารถสอนคนที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานธรรมะให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ  ขอกราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสผมได้มาร่วมงานในครั้งนี้ครับ

พระธรรมาจารย์ต้าเอินฝ่าซือ เจ้าอาวาสวัดต้าฉือซื่อ

พระธรรมาจารย์ต้าเอินฝ่าซือ  เจ้าอาวาสวัดต้าฉือซื่อ

         วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อธัมมชโย  รู้สึกดีใจและประทับใจอยู่ 2 อย่าง  ได้เห็นพระเณร  และญาติโยมนับแสน  กิจกรรมยิ่งใหญ่มาก  มีการจัดระบบระเบียบอย่างยอดเยี่ยม  โดยเฉพาะวิธีการ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของที่วัดดีมากๆ  
        อาตมาเป็นตัวแทนของวัดต้าฉือน้อมถวายโล่ประกาศเกียรติคุณ  ขอให้หลวงพ่อสามารถเผยแผ่ธรรมะไปให้กว้างไกลยิ่ง  ช่วยเหลือสรรพสัตว์ ขอให้หลวงพ่อแข็งแรงอายุขัยยืนยาว  สมปรารถนาทุกประการครับ นอกจากนี้  วิธีการฝึกสมาธิของหลวงพ่อดีมากๆ   สามารถทำให้ใจคนสงบ พบสุขภายในได้ง่าย  มีประโยชนต่อทุกคนๆ ในสังคม  และประเทศชาติ  
         ขอให้หลวงพ่อขยายพระพุทธศาสนาไปได้อย่างกว้างไกล  ให้ทุกคนในประเทศ ในโลกได้รับประโยชน์  ขอให้ทุกท่านมีความสุขสมปรารถนาทุกประการ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Visakha Puja Day

Visakha Puja Day 1/4 --- An important day for the world

วันวิสาขบูชา เป็นวันที่สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ
ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกัน คือ ในวันเพ็ญ
(ขึ้น 15 ค่ำ) เดือนหก หรือเดือนเวสาขะ พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ เหตุการณ์
ดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว ในห้วงระยะเวลาที่ต่างกันคือ




ครั้งแรก   เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสพระเจ้าสุทโธธนะ
และ พระนาง สิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ โดยประสูติที่ป่าลุมพินีวัน ณ เขตแดน
รอยต่อระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ของฝ่ายพระราชบิดา กับกรุงเทวทหะของฝ่ายพระราชมารดา



ครั้งที่สอง เกิดเมื่อเจ้าชายสิทธัตถ ออกทรงผนวชได้ 6 ปี พระชนมายุ
35 พรรษา ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นอรหันตพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า ณ ริ่มฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประเทศมคธ ปัจจุบันคือที่ตั้งพุทธคยา




ครั้งที่สาม เกิดเมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุ 80 พรรษา ณ เมืองกุสินาราย


เหตุการณ์สำคัญทั้งสามประการนี้ เกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกัน ทางจันทรคติ  ซึ่งนับวันขึ้นแรม ตามวิถีการโคจรของ
ดวงจันทร์ เป็นหลักในการกำหนดวัน เดือน และปีซึ่งยังคงใช้กันมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ ควบคู่กันไปกับการกำหนดวัน เดือน
และปีทางสุริยคติ  ซึ่งเป็นไปตามวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์ นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ ซึ่งยังไม่เคยมีการประจวบกันเช่นนี้
แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดมาก่อนจนตราบเท่าปัจจุบัน

แต่ความอัศจรรย์ดังกล่าว ก็ยังไม่เทียบเท่ากับการอุบัติของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก และได้ทรง
ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเพื่ออนุเคราะห์โลกให้เกิดประโยชน์สุขแก่มนุษยชาติและสัตว์โลกทั้งมวล

วันวิสาขบูชาจึงนับว่าเป็นวันสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่ก่อให้เกิดพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้พระธรรมและ
นำมาสั่งสอนแก่สรรพสัตว์  และพระสงฆ์สาวกผู้สืบพระศาสนาต่อมาจนถึงปัจจุบัน


ในวันนี้พุทธศาสนิกชนต่างพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยการไปชุมนุมตามพระอาราม
ต่าง ๆ เพื่อกระทำการบูชาปูชนียวัตถุอันได้แก่ พระธาตุเจดีย์หรือพระพุทธปฏิมา ที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเครื่องบูชามีดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น เริ่มด้วยการสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย  ด้วยบทสวดมนตร์
ตามลำดับดังนี้คือ
 
            บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ   ด้วยบท " อิติปิโสภควา  อรหังสัมมาสัมพุทโธ...พุทโธภควาต ิ"
            บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ  ด้วยบท " สวากขาโต  ภควตาธัมโม...วิญญูหิต ิ"
            บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ ด้วยบท " สุปฏิปันโน ภควโตสาวกสังโฆ...โลกัสสาติ "


จากนั้นก็จะกระทำ ประทักษิณ หรือที่เรียกว่า เวียนเทียน รอบพระธาตุเจดีย์ หรือพระพุทธปฎิมาในพระอุโบสถ
ด้วยการเดินเวียนขวาสามรอบ  รอบแรกจะสวดบทสรรเสริญพระพุทธคุณ รอบที่สองจะสวดบทสรรเสริญพระธรรมคุณ  
และรอบที่สามสวดบทสรรเสริญพระสังฆคุณ เมื่อครบ 3 รอบแล้วจึงนำดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระธาตุเจดีย์ หรือ
พระพุทธรูปในพระอุโบสถ ณ ที่บูชาอันควรเป็นอันเสร็จพิธีเวียนเทียน จากนั้นก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาใน
พระอุโบสถ ซึ่งปกติจะมีเทศน์ ปฐมสมโพธิ ซึ่งเป็นเรื่องพระพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
พิธีเริ่มตั้งแต่ประชุมฟังพระทำวัตรสวดมนต์ แล้วจึงฟังเทศน์ซึ่งจะมีไปตลอดรุ่ง

วันวิสาขบูชาจึงเป็นวันที่พุทธศาสนิกชน ได้บำเพ็ญประโยชน์ตน และสืบต่อพระพุทธศาสนา
ให้ดำรงคงอยู่อย่างถูกต้องตรงทาง เพื่อประโยชน์สุขของตนและของผู้อื่นตลอดชั่วกาลนาน

 

Visakha Puja Day 2/4 --- The birth of Load Buddha

Visakha Puja Day 3/4 --- The Lord Buddha's day of victory

Visakha Puja Day 4/4 --- The physical form is gone but the dhammakaya remains


บิดา ของดิฉันป่วยหนัก 2 เดือนแล้ว อาการของท่านทรมานมากบ่นและร้องโวยวายตลอดเวลา ไม่ทราบว่าจะช่วยได้อย่างไร

พูดให้ท่านเข้าใจเรื่องบุญบาป บอกให้พ่อไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน ถ้าลุกไม่ขึ้นก็ให้นอนสวดบนที่นอน

คำถาม: บิดา ของดิฉันป่วยหนัก 2 เดือนแล้ว อาการของท่านทรมานมากบ่นและร้องโวยวายตลอดเวลา ไม่ทราบว่าจะช่วยได้อย่างไร ดิฉันสงสารท่านมาก ปกติท่านไม่ยอมเชื่อเรื่องบุญบาป ถ้าหากลูกๆ ทำบุญให้ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านจะได้รับไหมคะ เผื่อว่าจะทุเลาอาการทรมานได้บ้าง?

คำตอบ: ก็ได้เหมือนกัน ถ้าท่านอนุโมทนาบุญกับเรา แต่ได้น้อย ต้องให้ท่านทำเอง คนที่ไม่เชื่อเรื่องบุญ บาป ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ แต่เชื่อว่าชาติหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ พวกนี้พอบาปตามมาทัน ก่อนตายก็ต้องได้รับทุกข์ทรมานมากกันทุกคน
        ในฐานะที่เราเป็นลูก ก็ควรเฝ้าดูแลอยู่ใกล้ๆ ได้โอกาสก็ชวนท่านคุยเรื่องธรรมะบ้าง นำดอกไม้ธูปเทียนมาให้ท่านบูชาพระตอนเช้า ตอนเย็น และก่อนนอน แรกๆ ท่านอาจจะไม่ยอมทำตาม แต่เราก็ต้องค่อยๆ พูดให้ท่านเข้าใจเรื่องบุญบาป บอกให้พ่อไหว้พระและสวดมนต์ทุกวันๆ เท่าที่จะทำได้
        ถ้าลุกไม่ขึ้นก็ให้นอนสวดบนที่นอนนั้นแหละ เมื่อก่อนตอนสบายดีอาจจะไม่เชื่อ แต่พอเจ็บหนักใกล้ตายเข้า ลูกบอกให้ขอให้พระช่วยอาจจะยอมเชื่อ หรืออาจจะเตรียมหาข้าวปลาอาหาร ผลไม้ ดอกไม้ไว้ให้ท่านใส่บาตร ถ้าเรานิมนต์พระมารับถึงห้องได้เลยก็ดี แต่ถ้าพระมาไม่ได้หรือแถวนั้นไม่มีพระ เราก็ไปตักบาตรแทนท่าน แล้วกลับมาเล่าให้ท่านฟังว่า ได้ไปทำบุญทำทานมาให้ท่านอย่างนี้ๆ
พูดให้ท่านเข้าใจเรื่องบุญบาป บอกให้พ่อไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน ถ้าลุกไม่ขึ้นก็ให้นอนสวดบนที่นอน
        ถ้าท่านยังพอมีบุญอยู่บ้างก็จะคล้อยตาม อาการป่วยที่ทุรนทุรายก็จะลดลง หากท่านไม่ยอมสักอย่าง ก็จนปัญญา ก็ขอไปทดแทนคุณกันชาติหน้าก็แล้วกัน ชาตินี้คงช่วยอะไรไม่ได้
        เมื่อหลายปีก่อนมีโยมอยู่คนหนึ่งเป็นมรรคนายก ป่วยเป็นโรคเบาหวานจน ถึงต้องตัดขา หลังจากตัดใหม่ๆ ประมาณบ่าย 2 โมงของทุกวันจะปวดแผลมาก ทำอย่างไรก็ไม่หาย แต่เนื่องจากการที่เคยเข้าวัดมาก่อน จิตใจเชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาปอยู่แล้ว
        พอหลวงพ่อไปเยี่ยม เอาเทปนำนั่งสมาธิ(Meditation)ไป ให้ หลังจากรับประทานอาหารเช้า ก็ให้หลับพักผ่อน จนกระทั่งถึงบ่ายโมงครึ่งใกล้เวลาที่เริ่มปวด จึงเปิดเทปบทสวดมนต์ให้ท่านสวดคลอตามไป เวลาล่วงไปจนถึงเลยบ่าย 2 โมงท่านเลยลืมอาการปวดไปได้ ทำอย่างนี้ทุกวันจนกระทั่งแผลหายดี นี่ก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่เคยทำได้ผลมาแล้ว
        ดังนั้น ใครที่ยังขี้เกียจสวดมนต์อยู่ ขอให้เริ่มหัดสวดไว้ เมื่อถึงคราวป่่วยไข้หากต้องพบกับสภาพเช่นนี้จะได้รีบสวดมนต์ปะทะไว้ก่อน เมื่อใจแน่วแน่เกาะติดอยู่กับการสวดมนต์ จะได้ลืมอาการเจ็บปวด นี่ก็เป็นวิธีที่ทดลองทำได้ผลมาแล้ว

หน้าที่ของบุตรที่มีต่อบิดามารดา มีอะไรบ้างคะ?

หน้าที่ของลูกที่ควรปฏิบัติต่อพ่อแม่

คำถาม: หน้าที่ของบุตรที่มีต่อบิดามารดา มีอะไรบ้างคะ?

คำตอบ: พ่อ แม่เป็นผู้มีพระคุณอย่างที่สุดของลูก นับตั้งแต่เป็นต้นแบบที่ดีของลูก คือเป็นผู้ให้รูปร่างมนุษย์ที่เหมาะสมในการสร้างความดีทุกรูปแบบ ดังนั้นแม้พ่อแม่จะไม่เลี้ยงดูบุตร ก็ได้ชื่อว่ามีพระคุณอยู่แล้ว และถ้าท่านเลี้ยงดู ทำหน้าที่ของพ่อแม่ดีที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบ พระคุณของท่านก็จะยิ่งมากมายสุดจะนับจะประมาณได้
        พ่อแม่เป็นผู้ให้อภัยแก่ลูกอยู่เสมอ ไม่ผูกโกรธ แม้จะดุด่าว่ากล่าวหรือเฆี่ยนตีลูกบ้าง ก็เป็นเพราะความรัก ความห่วงใย ต้องการสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี ทุกครั้งที่ไม้เรียวกระทบเนื้อลูก เชื่อเถอะว่ามันเหมือนมีมีดกรีดลงบนหัวใจของพ่อแม่ด้วย ในโลกนี้ไม่มีใครที่รักลูกเป็นมิตรแท้ต่อลูกเหมือนพ่อแม่ เพราะท่านคิดแต่จะให้เพียงอย่างเดียว ลูกๆ ไม่ต้องหวาดระแวงเลยว่าพ่อแม่จะทรยศหักหลังเหมือนคนอื่น
หน้าที่ของลูกที่ควรปฏิบัติต่อพ่อแม่
        พระคุณของพ่อแม่มีมากมายเกินกว่าจะตอบแทนได้หมด ลูกที่ดีต้องสำนึกในพระคุณของพ่อแม่ให้เปี่ยมล้นในใจอยู่เสมอ ปฏิบัติต่อท่านให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ท่านเป็นพระในบ้าน หน้าที่ของลูกที่ควรปฏิบัติต่อพ่อแม่ กล่าวโดยย่อ คือ
        1. คอยดูแลท่านให้ดี ตั้งแต่เรื่องอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยามเจ็บป่วย ก็ช่วยพยาบาลรักษาให้ดีที่สุด ทำให้สม่ำเสมอตราบจนวาระสุดท้ายของท่าน
        2. ประพฤติตนเป็นคนดี สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล ให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ
        3. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับการที่จะเป็นผู้รับมรดก
        4. ทำกิจการงานแทนท่านไม่ให้บกพร่อง
        5. ชักชวนหรืออำนวยความสะดวก สนับสนุนให้ท่านได้มีโอกาสทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา จะได้เป็นบุญติดตัวท่านไปในภพเบื้องหน้า เป็นการถากถางหนทางไปสู่พระนิพพานของท่านเอง หน้าที่นี้เป็นหน้าที่สำคัญที่สุดที่ลูกทุกคนต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่
        แม้ที่สุดเมื่อท่านละโลกไปแล้วก็ต้องทำบุญ กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ อีกประการหนึ่งด้วย

หนูได้บนเจ้ากรรมนายเวรไว้ว่า เมื่อเรียนจบแล้ว จะบวชชีพราหมณ์แก้บนให้ ตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว จะอยู่ธุดงค์แทนบวชได้ไหมคะ?

บนบานศาลกล่าว
คำถาม: หลวงพ่อคะ ก่อนจะเรียนจบ หนูได้บนเจ้ากรรมนายเวรไว้ว่า เมื่อเรียนจบแล้ว จะบวชชีพราหมณ์แก้บนให้ ตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว จะอยู่ธุดงค์แทนบวชได้ไหมคะ?
คำตอบ:  นัก ติดสินบนนะนี่ ไปติดสินบน “เจ้ากรรมนายเวร” หน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เจ้ากรรมนายเวรของหนูคนนี้ นิสัยชอบติดสินบนนี่เป็นกันเกือบทุกหัวระแหง ผีสางนางไม้ก็บนกันไป มีตัวมีตนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตั้งหน้าตั้งตาบนกันไป เพราะติดนิสัยชอบบนบานศาลกล่าวอย่างนี้ พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เวลามีอุปสรรค ตอนไปติดต่อการงาน ก็เลยชอบติดสินบนเจ้าพนักงาน
บนบานศาลกล่าว
        การติดสินบนเป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชั่นนะ คุณเองไม่ใช่หรือที่บ่นนักบ่นหนาว่า เมืองไทยมีแต่พวกคอร์รัปชั่น ก็พวกติดสินบนคือพวกคุณนี่แหละ ที่เป็นตัวสนับสนุนคอร์รัปชั่น จะไปบ่นว่าใครได้ คนไทยไปถึงไหนก็บนบานศาลกล่าว ติดสินบนกระทั่งเทวดา “เทวดาครับ ขอลูกชายสักคนหนึ่งนะ ถ้าได้ลูกชาย ผมจะเอาหมูเอาไก่มาให้” ถ้าหมูไก่มันได้ยินและฟังรู้เรื่อง มันคงสะดุ้งโหยงเลยนะ เลิกทีเถอะเรื่องบนบานศาลกล่าวอะไรนี่ ไม่ได้ประโยชน์เลย
        คราวนี้ถามว่า บวชชีพราหมณ์กับอยู่ธุดงค์แทนกันได้ไหม? คงต้องไปถามเจ้ากรรมนายเวรของคุณนะว่า เขายอมไหม? แต่ถ้าถามหลวงพ่อ หลวงพ่อว่าก็ไม่เหมือนกันทีเดียวหรอกนะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ลืมเรื่องที่ไปบนบานศาลกล่าวไว้ก่อน แล้วมาปักกลดอยู่ธุดงค์กัน งวดนี้ตั้งใจรักษาศีล 8 ตั้งใจนั่งสมาธิ(Meditation)ให้ ตัวตั้งเลยนะ หลวงพ่อว่าทำอย่างนี้จะเข้าท่ากว่า ที่บนอะไรๆ ไว้นั้นลืมเสียเถอะ ไม่ได้เรื่องหรอก ถ้าเทวดาคนไหนมารับสินบนคุณ แสดงว่าเทวดานั่นไม่น่าคบหรอก เพราะกินกระทั่งสินบนของมนุษย์


โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)
เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC
 

เพื่อน ขอยืมเงินไปแล้วไม่คืน จะลืมจริงๆ หรือแกล้งลืมก็ไม่รู้ไม่กล้าทวง กลัวเพื่อนจะอาย แต่ใจก็ยังนึกเสียดายเงินนั้นอยู่ ถือว่าการเสียดายนี้เป็นการโลภหรือไม่?

คำถาม: เพื่อน ขอยืมเงินไปแล้วไม่คืน จะลืมจริงๆ หรือแกล้งลืมก็ไม่รู้ไม่กล้าทวง กลัวเพื่อนจะอาย แต่ใจก็ยังนึกเสียดายเงินนั้นอยู่ ถือว่าการเสียดายนี้เป็นการโลภหรือไม่?

 

คำตอบ:  ไม่ใช่โลภ เขามาขอยืมเงินเราไป ถึงเวลาไม่เอามาคืน เราก็ต้องไปทวง เมื่อไม่ทวงก็กลายเป็นลังเล ความลังเลจัดเป็นโมหะชนิดหนึ่ง
        เรื่องเงินๆ ทองๆ นี่อยากจะเตือน เงินของเราถ้าควักออกจากกระเป๋าแล้วต้องถือว่าให้ เราจะควักให้ใครมากแค่ไหนต้องคิดคำนวณแล้วว่า เงินส่วนนั้นแม้ไม่ได้คืน ก็ไม่เดือดร้อน ถ้าเป็นส่วนที่เดือดร้อนต้องไม่ให้ ให้เฉพาะส่วนที่ไม่เดือดร้อน ถ้าเขาเอามาคืนก็ถือว่าเป็นลาภลอย คิดอย่างนี้แล้วจะสบายใจทั้งสองฝ่ายนะ
เขามาขอยืมเงินเราไป ถึงเวลาไม่เอามาคืน
เขามาขอยืมเงินเราไป ถึงเวลาไม่เอามาคืน
        หลวงพ่อแต่ไหนแต่ไรมาก็ทำอย่างนี้ ให้เงินใครไปแล้วก็ตัดขาดออกจากใจ คืนไม่คืนก็ช่าง คิดอย่างนี้สบายใจดี


โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)
เรียบเรียงจากรายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC